UPOV 1991 คืออะไร? เข้าใจเรื่องเมล็ดพันธุ์และสิทธิที่เกษตรกรไทยควรรู้

การเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไป เป็นเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรหลายคนทำมานาน แต่รู้หรือไม่ว่าในบางกรณี การนำเมล็ดพันธุ์กลับมาปลูกซ้ำหรือแบ่งขายอาจมีข้อจำกัดตามกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง UPOV 1991 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ไทยกำลังพิจารณาในการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ UPOV 1991 ว่าเกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์และสิทธิของเกษตรกรอย่างไร พร้อมเรื่องที่ควรรู้ก่อนเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือเลือกซื้อพันธุ์พืชในฤดูใหม่
Key Takeaways
- UPOV 1991 เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดหลักเกณฑ์คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เพื่อให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ได้รับสิทธิในการผลิต ขยายพันธุ์ และจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ตามกฎหมาย
- ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วม UPOV 1991 โดยปัจจุบันใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์และการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืช
- พันธุ์พืชที่ขอรับความคุ้มครองตาม UPOV 1991 ต้องผ่านหลักเกณฑ์ 4 ข้อ ได้แก่ ความใหม่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัว
- เกษตรกรไทยสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ตนผลิตเองไว้ปลูกต่อได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายปัจจุบัน แต่ควรตรวจสอบสถานะการคุ้มครองและข้อจำกัดก่อนนำเมล็ดพันธุ์ไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย

UPOV 1991 คืออะไร?
UPOV 1991 คือข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ จัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2534 เพื่อให้ผู้ที่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ได้รับสิทธิในการควบคุมการผลิต ขยายพันธุ์ และจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของตนเอง โดยผู้อื่นต้องได้รับอนุญาตก่อนนำไปใช้ในกิจกรรมที่กฎหมายกำหนด ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วม UPOV 1991 แต่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ใช้บังคับอยู่
UPOV 1991 จึงถือเป็นเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรไทยควรทำความเข้าใจ เพราะประเทศไทยกำลังหารือเรื่องนี้ในการเจรจาการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป หากมีการเข้าร่วมในอนาคต อาจส่งผลต่อเงื่อนไขการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การขยายพันธุ์ และการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์บางชนิด ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรโดยตรง
สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกพันธุ์พืช สามารถอ่านบทความ พันธุ์อ้อยยอดนิยมในไทย แต่ละภาคเลือกปลูกพันธุ์ไหนดี เพื่อทำความรู้จักพันธุ์อ้อยแต่ละชนิดและเลือกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่เพาะปลูก
สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์มีอะไรบ้าง?
ภายใต้ UPOV 1991 ผู้ที่พัฒนาพันธุ์พืชใหม่และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย จะมีสิทธิควบคุมการนำพันธุ์พืชของตนไปขยายพันธุ์หรือจำหน่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งสิทธิในเมล็ดพันธุ์หลัก ๆ มีดังนี้
- สิทธิในการผลิตและขยายพันธุ์: ควบคุมการนำเมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ หัวพันธุ์ หรือส่วนอื่นของพืชไปผลิตเพื่อขยายพันธุ์ต่อ
- สิทธิในการเตรียมส่วนขยายพันธุ์: ควบคุมการเตรียมเมล็ดพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์สำหรับนำไปเพาะปลูกต่อ
- สิทธิในการเสนอขายและจำหน่าย: อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้อื่นนำส่วนขยายพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขายหรือทำตลาด
- สิทธิในการนำเข้าและส่งออก: ควบคุมการนำส่วนขยายพันธุ์เข้าหรือออกจากประเทศที่ให้ความคุ้มครอง
- สิทธิในการเก็บรักษาเพื่อจำหน่ายหรือขยายพันธุ์: ควบคุมการเก็บส่วนขยายพันธุ์ไว้เพื่อดำเนินกิจกรรมที่อยู่ภายใต้สิทธิข้างต้น
อย่างไรก็ตาม สิทธิเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะไม่สามารถใช้พันธุ์พืชที่ซื้อมาได้ตามปกติ เพราะกฎหมายยังมีข้อยกเว้นสำหรับการใช้ประโยชน์บางประเภท ส่วนการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไปจะทำได้ภายใต้เงื่อนไขใด ต้องพิจารณากฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละประเทศ
พันธุ์พืชแบบไหนที่ได้รับความคุ้มครองตาม UPOV 1991
ไม่ใช่พันธุ์พืชทุกชนิดจะได้รับความคุ้มครองตาม UPOV 1991 เพราะพันธุ์ที่ต้องการขอรับสิทธิจะต้องผ่านหลักเกณฑ์สำคัญ 4 ข้อ เพื่อยืนยันว่าเป็นพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างจากพันธุ์เดิมอย่างชัดเจน ดังนี้
1. ต้องเป็นพันธุ์ใหม่ (Novelty)
พันธุ์พืชต้องไม่เคยถูกจำหน่ายเพื่อใช้ประโยชน์จากพันธุ์มาก่อน หรือหากเคยจำหน่ายแล้ว ต้องไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปไม่เกิน 1 ปีในประเทศที่ยื่นขอรับสิทธิ และไม่เกิน 4 ปีในต่างประเทศ หรือ 6 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและองุ่น
2. แตกต่างจากพันธุ์เดิม (Distinctness)
พันธุ์พืชต้องมีลักษณะอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่แตกต่างจากพันธุ์อื่นที่รู้จักกันอยู่แล้วอย่างชัดเจน เช่น สีดอก รูปร่างของใบ ความสูงของต้น หรือลักษณะเฉพาะอื่น ๆ ที่สามารถตรวจสอบและแยกความแตกต่างระหว่างพันธุ์ได้
3. มีลักษณะสม่ำเสมอ (Uniformity)
ต้นพืชที่เป็นพันธุ์เดียวกันต้องมีลักษณะสำคัญสม่ำเสมอ เช่น รูปร่าง สี หรือลักษณะการเจริญเติบโต โดยอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยได้ตามธรรมชาติและวิธีการขยายพันธุ์ของพืชแต่ละชนิด
4. มีลักษณะคงตัว (Stability)
เมื่อนำพันธุ์พืชไปขยายพันธุ์ต่อหลายรุ่น ลักษณะสำคัญต้องยังคงเดิม เช่น รูปร่างของต้น สีดอก หรือลักษณะประจำพันธุ์อื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปปลูกต่อได้โดยไม่สูญเสียลักษณะสำคัญของพันธุ์
ทั้งนี้ การผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความคุ้มครองทันที เพราะยังต้องยื่นคำขอและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายในประเทศที่ต้องการรับความคุ้มครองด้วย

เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ไหม?
การเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้ปลูกในฤดูถัดไปเป็นสิ่งที่พี่น้องเกษตรกรทำกันมานาน แต่หากเป็นพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย จะสามารถเก็บไว้ปลูกต่อได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ โดยมีสิ่งที่ควรรู้ดังนี้
- ตาม UPOV 1991: ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองมาใช้ขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายของประเทศนั้นกำหนด ไม่ใช่สิทธิที่เกษตรกรได้รับโดยอัตโนมัติ
- ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน: พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มาตรา 33(4) อนุญาตให้เกษตรกรใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองผลิตขึ้นเพื่อปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อได้ แต่พันธุ์พืชบางประเภทอาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณตามที่กฎหมายกำหนด
- กรณีนำเมล็ดพันธุ์ไปขายต่อ: การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองกับการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายเป็นคนละเรื่องกัน หากเป็นพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง การนำเมล็ดไปขยายพันธุ์เพื่อขายอาจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน
ดังนั้น เกษตรกรไทยยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ตนเองผลิตไว้ปลูกต่อได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบสถานะของพันธุ์พืชและข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อต้องการนำเมล็ดพันธุ์ไปจำหน่ายหรือขยายพันธุ์ในเชิงการค้า
เมล็ดพันธุ์ทั่วไป พันธุ์พื้นบ้าน และพันธุ์คุ้มครองต่างกันอย่างไร?
เมล็ดพันธุ์ที่พี่น้องเกษตรกรนำมาเพาะปลูกมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีที่มาและเงื่อนไขการใช้แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในเมล็ดพันธุ์ที่ควรทำความเข้าใจก่อนนำไปขยายพันธุ์หรือจำหน่าย ซึ่งสามารถแบ่งอธิบายได้ดังนี้
1. เมล็ดพันธุ์ทั่วไป
เมล็ดพันธุ์ที่พี่น้องเกษตรกรหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายสินค้าการเกษตรหรือแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ทั่วไป เช่น เมล็ดข้าว ข้าวโพด และพืชผักต่าง ๆ โดยเมล็ดพันธุ์ที่วางขายอาจเป็นพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ได้รับความคุ้มครองก็ได้ จึงควรตรวจสอบชื่อพันธุ์และเงื่อนไขการใช้ก่อนนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย
2. พันธุ์พื้นบ้าน
พันธุ์พืชที่พี่น้องเกษตรกรในท้องถิ่นปลูกและคัดเลือกสืบต่อกันมาหลายรุ่น เช่น ข้าวพื้นเมืองหรือพืชผักท้องถิ่น ซึ่งมักมีลักษณะเหมาะกับสภาพพื้นที่นั้น ๆ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อได้ตามแนวทางที่ปฏิบัติกันมา แต่การนำพันธุ์พื้นบ้านไปใช้ประโยชน์บางรูปแบบอาจมีข้อกำหนดตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย
3. พันธุ์คุ้มครอง
พันธุ์พืชที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองตามกฎหมาย โดยผู้ได้รับสิทธิมีอำนาจควบคุมการผลิตและจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด หากเกษตรกรต้องการนำเมล็ดพันธุ์ไปผลิตเพื่อขายต่อ ควรตรวจสอบว่าต้องขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิหรือไม่ ส่วนการเก็บเมล็ดไว้ปลูกเองอาจทำได้ภายใต้ข้อยกเว้นของกฎหมาย
ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ทั้งสามประเภทไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายทั่วไปก็อาจเป็นพันธุ์คุ้มครองได้เช่นกัน ก่อนซื้อหรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในฤดูถัดไป พี่น้องเกษตรกรควรตรวจสอบข้อมูลพันธุ์พืชให้ชัดเจน เพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านสิทธิในเมล็ดพันธุ์
สิ่งที่เกษตรกรไทยควรรู้ หากกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชเปลี่ยนไป
หากประเทศไทยเข้าร่วม UPOV 1991 ในอนาคต อาจต้องมีการปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับข้อตกลงใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อและการนำพันธุ์พืชไปขยายพันธุ์เพื่อขาย พี่น้องเกษตรกรจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องต่อไปนี้
- ติดตามข่าวการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย: ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะความคืบหน้าการเจรจา UPOV 1991 เพื่อให้รู้ว่ามีกฎหมายหรือเงื่อนไขใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกหรือไม่
- ตรวจสอบสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ: หากมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ควรตรวจสอบว่าเมล็ดพันธุ์ชนิดใดสามารถเก็บไว้ปลูกซ้ำได้ และมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณหรือพื้นที่เพาะปลูกหรือไม่
- ศึกษาข้อมูลพันธุ์พืชก่อนซื้อ: ตรวจสอบชื่อพันธุ์ แหล่งผลิต และสถานะการคุ้มครอง เพื่อให้ทราบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อสามารถนำไปขยายพันธุ์หรือจำหน่ายต่อได้ภายใต้เงื่อนไขใด
- เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้: ควรซื้อจากผู้ผลิตหรือร้านจำหน่ายที่ให้ข้อมูลพันธุ์พืชชัดเจน มีฉลากถูกต้อง และสามารถสอบถามรายละเอียดการใช้งานได้
- สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อไม่แน่ใจ: หากมีข้อสงสัยเรื่องสิทธิในเมล็ดพันธุ์หรือกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช สามารถสอบถามกรมวิชาการเกษตรเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วม UPOV 1991 และยังใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นหลัก ดังนั้น พี่น้องเกษตรกรยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีเก็บเมล็ดพันธุ์เพียงเพราะมีข่าวการเจรจา แต่ควรติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมปรับตัวหากมีการ
UPOV 1991 เป็นข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ แม้ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วม แต่พี่น้องเกษตรกรควรทำความเข้าใจสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ รวมถึงเงื่อนไขการนำพันธุ์พืชไปขยายพันธุ์หรือจำหน่าย เพราะการรู้ข้อกำหนดเหล่านี้จะช่วยให้เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมาย และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากการเลือกเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะกับการเพาะปลูกแล้ว การเตรียมดินและดูแลเครื่องจักรกลการเกษตรให้พร้อมใช้งานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากพี่น้องเกษตรกรกำลังมองหาผานไถ ผานพรวน หรืออะไหล่เครื่องจักรกลการเกษตร สามารถสอบถามข้อมูลและขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ CMT Thailand เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในฤดูถัดไป
สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านช่องทาง
- CMT Thailand เบอร์ +66 38 273 250 to 7
- Facebook Page: CMT ชลบุรีเมืองทอง ไถดีที่สุด -เพจหลักเพจเดียว
- สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE Officail @cmt1955
อ้างอิงข้อมูลจาก: ratchakitcha.soc.go.th
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ UPOV 1991 (FAQ)
Q: เก็บเมล็ดข้าวจากแปลงตัวเองไปปลูกปีหน้าผิดกฎหมายไหม?
A: ตามกฎหมายไทย เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ตนผลิตเองไว้ปลูกต่อได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ส่วน UPOV 1991 เปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นนี้ได้ แต่ไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ
Q: พันธุ์พื้นบ้านที่ปลูกกันมานานจะถูกใครมาอ้างสิทธิ์ได้ไหม?
A: พันธุ์พื้นบ้านที่รู้จักและปลูกกันมานานไม่สามารถนำไปจดทะเบียนเป็นพันธุ์ใหม่โดยอ้างว่าเป็นผู้พัฒนาขึ้นเองได้ แต่พันธุ์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อาจได้รับความคุ้มครองหากผ่านเกณฑ์ตามกฎหมาย
Q: ซื้อเมล็ดพันธุ์จากร้านค้าทั่วไปมาใช้ ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มไหม?
A: โดยทั่วไป หากซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้จำหน่ายที่ได้รับอนุญาต สามารถนำไปปลูกตามปกติได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่หากต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อขายต่อ ควรตรวจสอบเงื่อนไขของพันธุ์นั้นก่อน
Q: ถ้าไม่จดทะเบียนพันธุ์ จะมีสิทธิ์อะไรตาม UPOV 1991 หรือไม่?
A: หากไม่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง จะไม่มีสิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์ตาม UPOV 1991 สำหรับพันธุ์นั้น แต่พันธุ์พืชบางประเภทอาจได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอื่น เช่น การคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองของไทย


